ข่าวล่าสุด
อาชญากรรม

ตม.ไทยผนึกตำรวจเกาหลีใต้ ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์กลางกรุง จับ 10 ราย เสียหายกว่า 100 ล้านบาท

ตม.ไทยผนึกตำรวจเกาหลีใต้ ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์
ตม.ไทยผนึกตำรวจเกาหลีใต้ ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองร่วมกับตำรวจเกาหลีใต้ เปิดปฏิบัติการตรวจค้นจุดต้องสงสัย 3 แห่งในกรุงเทพฯ จับกุมผู้ต้องหา 10 ราย เป็นชาวจีน 2 ราย และชาวเกาหลีใต้ 8 ราย หลังขยายผลจากคดีชาวเกาหลีใต้หลบหนีเข้าเมือง พบพฤติการณ์เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ที่อ้างตัวเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐ เบื้องต้นพบผู้เสียหายชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก มูลค่าความเสียหายที่ตำรวจระบุมากกว่า 100 ล้านบาท

เปิดปฏิบัติการ 3 จุดกลางกรุง จับผู้ต้องหา 10 ราย

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองร่วมกับตำรวจเกาหลีใต้ เปิดปฏิบัติการตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัย 3 จุดในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 หลังสืบสวนพบความเชื่อมโยงของเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ที่มีชาวจีนและชาวเกาหลีใต้ร่วมกันดำเนินการ

การปฏิบัติการครั้งนี้มี พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกว่า 30 นาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้ เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย ก่อนจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 10 ราย แบ่งเป็นชาวเกาหลีใต้ 8 ราย และชาวจีน 2 ราย

จุดตรวจค้นอยู่ในพื้นที่ลาดพร้าว–ห้วยขวาง วัชรพล–จตุโชติ และรัชดา–พระราม 9 โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า พบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด รวม 51 รายการ

จุดเริ่มต้นคดี จากการจับกุมชาวเกาหลีใต้คดี Overstay

พล.ต.ท.นพศิลป์ เปิดเผยว่า การสืบสวนเริ่มต้นจากการจับกุม MR. LIM YONGKIL ชาวเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ในข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต หรือ Overstay

บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ที่ทางการเกาหลีใต้ต้องการตัวในคดีฉ้อโกงประชาชน และยังมีข้อมูลเชื่อมโยงกับการพนันออนไลน์ เจ้าหน้าที่จึงนำข้อมูลมาขยายผลร่วมกับตำรวจเกาหลีใต้ ก่อนพบความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงออนไลน์ที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายสัญชาติ

หลังจากนั้นตำรวจติดตามรวบรวมข้อมูลต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งเดือน จนพบสถานที่ต้องสงสัย 3 แห่งในกรุงเทพฯ โดยมีบุคคลชาวจีนและชาวเกาหลีใต้เข้าออกพื้นที่วันละประมาณ 8–9 คน ตามข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เปิดเผย

เครือข่ายแบ่งหน้าที่อย่างไร?

จากแนวทางสืบสวนของตำรวจ พบพฤติการณ์ที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันภายในเครือข่าย โดยมีผู้เกี่ยวข้องทำหน้าที่แตกต่างกัน

1. ผู้จัดหาสถานที่และฐานปฏิบัติการ

ตำรวจระบุว่า พบชาวจีนทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาสถานที่สำหรับใช้เป็นฐานปฏิบัติการ รวมถึงมีการเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์จากสถานที่เดิมไปยังบ้านหลังใหม่ ซึ่งติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและมีอุปกรณ์สื่อสารจำนวนมาก

2. ผู้ติดต่อและหลอกลวงเหยื่อ

ส่วนชาวเกาหลีใต้ถูกระบุว่าทำหน้าที่เป็นแอดมิน ติดต่อสื่อสารกับเหยื่อ โดยแอบอ้างเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ผู้ถูกติดต่อเกิดความกลัวหรือเข้าใจว่ากำลังมีปัญหาทางกฎหมาย ก่อนชักจูงให้โอนเงิน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเรื่องบทบาทของผู้ต้องหาแต่ละรายเป็นข้อกล่าวหาตามแนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ต้องรอการรวบรวมพยานหลักฐานและกระบวนการพิจารณาคดีต่อไป

ยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และอุปกรณ์รวม 51 รายการ

จากการตรวจค้นทั้ง 3 จุด เจ้าหน้าที่ตรวจยึดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของเครือข่าย ประกอบด้วย

  • คอมพิวเตอร์ 13 เครื่อง
  • โทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง
  • อุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมอยู่ในของกลางทั้งหมด 51 รายการ

อุปกรณ์เหล่านี้มีความสำคัญต่อการสืบสวน เพราะอาจมีข้อมูลการติดต่อสื่อสาร บัญชีผู้ใช้งาน รายชื่อผู้เสียหาย และข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเชื่อมโยงของบุคคลในเครือข่ายได้

ตำรวจไทยและตำรวจเกาหลีใต้จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบพยานหลักฐานและเส้นทางการเงิน เพื่อขยายผลไปถึงผู้สั่งการและผู้ที่อาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท กระทบเหยื่อชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก

ข้อมูลเบื้องต้นจากตำรวจระบุว่า พบผู้เสียหายชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก และประเมินมูลค่าความเสียหายไว้มากกว่า 100 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นตามข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เปิดเผย ยังต้องรอการตรวจสอบข้อมูลผู้เสียหายและธุรกรรมทางการเงินเพิ่มเติม จึงยังไม่ใช่ยอดความเสียหายสุดท้าย

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์สามารถใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ตั้งฐานปฏิบัติการ แต่เลือกติดต่อเหยื่อในต่างประเทศได้ ทำให้การสืบสวนต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล การตรวจสอบเส้นทางเงิน และการประสานงานด้านกฎหมาย

ทำไมการแอบอ้างเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐจึงเป็นภัยสำคัญ?

กลโกงที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอาศัยความน่าเชื่อถือของหน่วยงานและความกังวลเกี่ยวกับปัญหาทางกฎหมายเป็นเครื่องมือกดดันเหยื่อ

เมื่อผู้รับสายเชื่อว่ากำลังติดต่อกับอัยการหรือตำรวจ อาจเกิดความกลัวว่าจะถูกดำเนินคดี และตัดสินใจทำตามคำสั่งโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน โดยเฉพาะเมื่อผู้หลอกลวงใช้ชื่อ ตำแหน่ง หรือเอกสารที่ดูคล้ายเอกสารราชการมาประกอบการกล่าวอ้าง

ประชาชนจึงควรระมัดระวังการติดต่อที่อ้างว่ามีคดีความหรือเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะกรณีที่มีการเร่งรัดให้โอนเงิน เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หรือดำเนินการทางการเงินผ่านช่องทางที่ผู้ติดต่อกำหนด ควรตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดผ่านช่องทางทางการที่ค้นหาได้ด้วยตนเองก่อนดำเนินการใด ๆ

ตม.เพิกถอนสิทธิอยู่ไทย เตรียมส่งตัวกลับเกาหลีใต้

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่า ได้ดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ และควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไว้ เพื่อดำเนินการส่งกลับไปยังสาธารณรัฐเกาหลีตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน ตำรวจทั้งสองประเทศยังต้องตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อมูลในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รายชื่อผู้เสียหาย บัญชีที่ใช้รับโอนเงิน และความเชื่อมโยงไปถึงผู้สั่งการ เพื่อให้การดำเนินคดีครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ประชาชนพบเบาะแส แจ้งสายด่วน ตม. 1178

พล.ต.ท.นพศิลป์ ระบุว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและสกัดกั้นคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายหรือหลบหนีคดีเข้ามาในประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนแนวทางการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ มั่นคงเชิงรุก ใช้ข้อมูลนำการปฏิบัติ ทลายเครือข่าย และพัฒนาการให้บริการตามมาตรฐานสากล

สำหรับประชาชนที่พบเบาะแสเกี่ยวกับคนต่างด้าวที่อาจกระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ที่สายด่วน 1178 ตลอด 24 ชั่วโมง

คดีนี้ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม ทั้งการระบุตัวผู้สั่งการ มูลค่าความเสียหายที่แท้จริง และผลการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพราะการจับกุมผู้ปฏิบัติงานในฐานปฏิบัติการเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการคลี่คลายเครือข่าย สิ่งสำคัญคือการขยายผลให้ถึงผู้ควบคุมและผู้ได้รับผลประโยชน์จากขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ

แสดงความคิดเห็น

Your email address will not be published.Required fields are marked *