สำนักงานประกันสังคมรายงานด้วยว่า ในปี 2568 กองทุนสร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วคิดเป็น 6.1% ของพอร์ตการลงทุน โดยมีการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง 69.01% และหลักทรัพย์เสี่ยง 30.99%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่ากองทุนมีสินทรัพย์ลงทุนอยู่ในระดับสูง และมีรายงานผลตอบแทนจากการลงทุน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปเพียงลำพังว่ากองทุนจะมั่นคงตลอดไป เพราะต้องพิจารณาภาระจ่ายสิทธิประโยชน์ในอนาคตควบคู่กันด้วย
ตัวเลขติดลบ 260,000 ล้านบาท หมายถึงอะไร?
ประเด็นที่ทำให้เกิดข้อกังวลคือรายงานของผู้จัดการออนไลน์ ซึ่งอ้างข้อสังเกตของอาจารย์วีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เกี่ยวกับฐานะทางการเงินของกองทุนประกันสังคม
รายงานดังกล่าวกล่าวถึงประมาณการภาระผูกพันจากประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพกว่า 2.42 ล้านล้านบาท และผลติดลบทางบัญชี 260,000 ล้านบาท โดยเชื่อมโยงกับข้อมูลรายได้และรายจ่ายในงบการเงินปี 2566
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะมีความแตกต่างระหว่าง
เงินลงทุนสะสม: สินทรัพย์ที่กองทุนถือครองและนำไปลงทุน
ผลต่างทางบัญชี: ผลจากการคำนวณตามหลักบัญชีและรายการที่นำมาพิจารณา
ภาระผูกพันในอนาคต: ประมาณการสิทธิประโยชน์ที่กองทุนอาจต้องจ่ายตามเงื่อนไขและสมมติฐาน
สภาพคล่อง: ความสามารถในการมีเงินพร้อมจ่ายสิทธิประโยชน์เมื่อถึงกำหนด
ดังนั้น การนำตัวเลขผลติดลบทางบัญชีไปสรุปว่ากองทุนไม่มีเงินเหลือ หรือจะหยุดจ่ายบำนาญในปีใดปีหนึ่งทันที จึงไม่ใช่ข้อสรุปที่ทำได้จากตัวเลขดังกล่าวเพียงชุดเดียว
สิ่งที่จำเป็นคือการตรวจสอบรายงานทางการเงินฉบับเต็ม ตลอดจนผลการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัยที่ระบุสมมติฐานและช่วงเวลาคาดการณ์ไว้อย่างชัดเจน

Gen Y-Z เป็นกำลังหลักของระบบ แต่จะได้รับผลกระทบอย่างไร?
คนวัยทำงานรุ่นใหม่มีเหตุผลที่จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะระยะเวลาระหว่างการเริ่มส่งเงินสมทบกับการรับบำนาญของพวกเขายาวนานกว่าคนที่ใกล้เกษียณในปัจจุบัน
รายงานของผู้จัดการออนไลน์ประเมินว่า Gen Y และ Gen Z มีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 65% ในโครงสร้างประชากรผู้ประกันตนบางกลุ่ม แต่ตัวเลขดังกล่าวควรตรวจสอบกับข้อมูลประชากรผู้ประกันตนฉบับทางการก่อนนำไปใช้อธิบายโครงสร้างแรงงานทั้งหมด
ความเสี่ยงที่ควรจับตาสำหรับคนรุ่นใหม่มีอย่างน้อย 3 ประเด็น
1. ภาระเงินสมทบในอนาคต
หากรายรับของระบบไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในระยะยาว อาจเกิดแรงกดดันให้พิจารณาปรับอัตราเงินสมทบ ฐานค่าจ้าง หรือเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
2. ความเพียงพอของเงินบำนาญ
แม้ผู้ประกันตนจะมีสิทธิรับบำนาญเมื่อเข้าเงื่อนไข แต่จำนวนเงินที่ได้รับอาจไม่เพียงพอกับค่าครองชีพในอนาคต หากรายได้หลังเกษียณเติบโตไม่ทันค่าใช้จ่ายและเงินเฟ้อ
3. ความเชื่อมั่นต่อการบริหารกองทุน
การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส การอธิบายผลตอบแทนการลงทุน และการเผยแพร่ประมาณการรายรับรายจ่ายระยะยาว จะช่วยให้ผู้ประกันตนประเมินความเสี่ยงและวางแผนชีวิตได้ดีขึ้น
จึงไม่ควรตีความว่าคนรุ่นใหม่จะต้องสูญเสียเงินสมทบทั้งหมด แต่ควรใช้ข้อกังวลเหล่านี้เป็นเหตุผลในการเรียกร้องข้อมูลที่ครบถ้วนและตรวจสอบได้
สูตร CARE คืออะไร และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของบำนาญอย่างไร?
อีกหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องคือการปรับวิธีคำนวณบำนาญชราภาพเป็นสูตร CARE หรือ Career Average Revalued Earnings ซึ่งใช้ค่าจ้างตลอดช่วงเวลาที่ส่งเงินสมทบ โดยปรับมูลค่าค่าจ้างในอดีตให้สะท้อนมูลค่าเงินในปัจจุบัน ก่อนนำมาคำนวณสิทธิประโยชน์
ข้อมูลจากสำนักงานเลขานุการกรมประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงที่เสนอให้ปรับสูตรคำนวณบำนาญดังกล่าว โดยมีเป้าหมายให้การคำนวณสอดคล้องกับประวัติการส่งเงินสมทบมากขึ้น
สาระสำคัญของข้อเสนอประกอบด้วยการปรับวิธีคำนวณอัตราบำนาญสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน การเปลี่ยนฐานคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายเป็นค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาที่ส่งเงินสมทบ และมาตรการรองรับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่าน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานที่เผยแพร่ในเดือนกันยายน 2569 ระบุว่าสูตร CARE ยังอยู่ระหว่างกระบวนการและขั้นตอนทางกฎหมาย จึงต้องติดตามประกาศและเงื่อนไขที่มีผลบังคับใช้จริงก่อนสรุปว่าผู้ประกันตนแต่ละคนจะได้รับบำนาญเท่าใด
ที่สำคัญ สูตรคำนวณบำนาญกับความยั่งยืนทางการเงินของกองทุนเป็นคนละประเด็น แม้การปรับสูตรอาจช่วยเรื่องความเป็นธรรมในการคำนวณสิทธิประโยชน์ แต่การประเมินความมั่นคงระยะยาวยังต้องพิจารณารายรับ รายจ่าย ผลตอบแทน และภาระผูกพันโดยรวมด้วย
ทางออกอยู่ที่การเปิดข้อมูลและวางแผนระยะยาว
การรักษาความมั่นคงของกองทุนประกันสังคมไม่สามารถพึ่งพามาตรการใดมาตรการหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีข้อมูลที่ช่วยให้เห็นแนวโน้มในระยะยาวอย่างรอบด้าน
ประเด็นที่ควรติดตาม ได้แก่
รายงานประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัย ที่เปิดเผยสมมติฐาน จำนวนผู้ส่งเงินสมทบ จำนวนผู้รับบำนาญ และประมาณการรายรับรายจ่ายในแต่ละช่วงเวลา
ผลตอบแทนการลงทุนระยะยาว โดยพิจารณาความเสี่ยง เงินเฟ้อ และผลตอบแทนที่แท้จริง ไม่ใช่เฉพาะผลตอบแทนของปีใดปีหนึ่ง
แผนรองรับสังคมสูงวัย รวมถึงแนวทางรักษาฐานผู้ส่งเงินสมทบและการดูแลแรงงานนอกระบบ
ความคืบหน้าของสูตร CARE และการปรับสิทธิประโยชน์ เพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าใจหลักเกณฑ์และสามารถวางแผนเกษียณได้อย่างเหมาะสม
ความโปร่งใสและการตรวจสอบการบริหารกองทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้จ่ายเงินสมทบทุกช่วงวัย
ในระดับบุคคล คนทำงานควรตรวจสอบประวัติการส่งเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ของตนเอง พร้อมวางแผนเงินออมหลังเกษียณเพิ่มเติมตามกำลังและความเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกจากการคาดการณ์ที่ยังมีเงื่อนไข
บทสรุป: เงินกองทุนมีอยู่มาก แต่ต้องพิสูจน์ความมั่นคงในระยะยาว
ข้อมูล ณ สิ้นปี 2568 แสดงให้เห็นว่ากองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนสะสมประมาณ 2.86 ล้านล้านบาท ขณะที่รายงานอีกด้านตั้งข้อสังเกตถึงภาระผูกพันและความเสี่ยงด้านการเงินในอนาคต
ตัวเลขทั้งสองด้านชี้ให้เห็นว่าการประเมินกองทุนต้องดูมากกว่ายอดเงินลงทุนหรือผลต่างทางบัญชีเพียงรายการเดียว สิ่งสำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และแสดงให้เห็นว่ากองทุนจะสามารถรองรับการจ่ายสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนในระยะยาวได้อย่างไร
สำหรับ Gen Y และ Gen Z คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะได้รับบำนาญหรือไม่ แต่คือระบบประกันสังคมจะได้รับการบริหารและปรับปรุงอย่างไร เพื่อให้เงินสมทบที่จ่ายในวันนี้ยังเป็นหลักประกันที่เชื่อถือได้เมื่อถึงวันเกษียณ

