ไทยมีแหล่งพลังงาน แต่ทำไมเติมน้ำมันแพงกว่าญี่ปุ่น? เปิดโครงสร้างราคาที่คนไทยควรรู้
ราคาน้ำมันเป็นเรื่องใกล้ตัวที่กระทบทั้งค่าเดินทาง ต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันระหว่างประเทศ การมีแหล่งพลังงานในประเทศไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ราคาหน้าปั๊มถูกกว่าเสมอไป เพราะราคาที่ผู้บริโภคจ่ายยังขึ้นอยู่กับต้นทุนการผลิตและนำเข้า ภาษี กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายในการจำหน่าย และนโยบายของรัฐบาลแต่ละประเทศ
กรณีญี่ปุ่นซึ่งต้องพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด จึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับการตั้งคำถามว่า เหตุใดประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันจำกัดจึงอาจมีราคาขายปลีกต่ำกว่าไทยได้ และประเทศไทยควรพิจารณาอะไรบ้าง หากต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน

ราคาน้ำมันญี่ปุ่นกับไทย ต่างกันเท่าไร?
ข้อมูลราคาน้ำมันเบนซินปกติของญี่ปุ่นจากการสำรวจระดับประเทศ ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2569 อยู่ที่เฉลี่ย 170.2 เยนต่อลิตร เมื่อนำมาแปลงด้วยอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 0.215 บาทต่อเยน จะเท่ากับประมาณ 36.60 บาทต่อลิตร
ขณะที่ข้อมูลสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานของไทย ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ระบุว่า แก๊สโซฮอล์ 95 มีราคาขายปลีกมาตรฐานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 42.04 บาทต่อลิตร
หากนำตัวเลขดังกล่าวมาเทียบกันเบื้องต้น ราคาของไทยสูงกว่าประมาณ 5.44 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ ยังไม่ใช่การเปรียบเทียบเชื้อเพลิงชนิดเดียวกันในวันเดียวกัน เพราะน้ำมันเบนซินปกติของญี่ปุ่นกับแก๊สโซฮอล์ 95 ของไทยมีส่วนผสมเชื้อเพลิงต่างกัน และวันที่สำรวจราคาไม่ตรงกัน จึงไม่ควรนำส่วนต่างนี้ไปสรุปว่าประเทศใดมีระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพกว่ากันโดยตรง
แหล่งข้อมูล: ราคาน้ำมันญี่ปุ่น และ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานของไทย
ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมดจริงหรือไม่?
ญี่ปุ่นพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูง โดยข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานของญี่ปุ่นระบุว่า ในปีงบประมาณ 2024 ญี่ปุ่นมีอัตราพึ่งพาตนเองด้านพลังงานรวม 16.4% ขณะที่ข้อมูลแยกตามแหล่งพลังงานระบุว่า น้ำมันที่ใช้ในประเทศพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดด้านทรัพยากรพลังงานของญี่ปุ่น แต่ก็ต้องแยกความหมายให้ชัดเจนระหว่าง “การมีน้ำมันดิบในประเทศ” “การนำเข้าน้ำมันดิบ” และ “การควบคุมต้นทุนพลังงานตลอดห่วงโซ่”
แม้ประเทศหนึ่งจะผลิตน้ำมันดิบได้เองบางส่วน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีน้ำมันเพียงพอสำหรับความต้องการภายในประเทศ หรือจะสามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิดได้ในต้นทุนต่ำที่สุด ประเทศนั้นอาจยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบหรือผลิตภัณฑ์น้ำมันบางประเภทอยู่ดี
แหล่งข้อมูล: กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) และ Japan Energy 2025
ทำไมการมีแหล่งน้ำมันจึงไม่ได้รับประกันว่าน้ำมันจะถูกกว่า?
1. ราคาน้ำมันดิบไม่ได้เป็นต้นทุนเพียงอย่างเดียว
น้ำมันดิบต้องผ่านกระบวนการกลั่นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ เช่น เบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงชนิดอื่น ต้นทุนที่เกี่ยวข้องจึงประกอบด้วยราคาน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ต้นทุนการกลั่น การจัดเก็บ และการกระจายสินค้า
การมีแหล่งน้ำมันในประเทศอาจช่วยลดความเสี่ยงบางด้าน แต่ไม่ได้ทำให้ต้นทุนทุกขั้นตอนหายไป อีกทั้งราคาน้ำมันดิบยังได้รับอิทธิพลจากตลาดโลก ประเทศผู้ผลิตก็อาจได้รับผลกระทบจากราคาตลาดโลกเช่นเดียวกัน
2. ภาษีและเงินกองทุนมีผลต่อราคาหน้าปั๊ม
ราคาขายปลีกน้ำมันไม่ได้ประกอบด้วยต้นทุนน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีภาษีสรรพสามิต ภาษีท้องถิ่น เงินส่งเข้าหรือเงินชดเชยจากกองทุน ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าการตลาด
ตัวอย่างโครงสร้างราคาน้ำมันของไทยที่เผยแพร่โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2569 แสดงให้เห็นว่า แก๊สโซฮอล์ 95 มีทั้งราคาอ้างอิงหน้าโรงกลั่น ภาษี เงินกองทุน ราคาขายส่ง และค่าการตลาดก่อนจะเป็นราคาขายปลีก 42.04 บาทต่อลิตร
ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่า หากต้องการอธิบายว่าทำไมน้ำมันไทยแพงหรือถูก จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบของราคาแต่ละส่วน ไม่ใช่ดูเพียงว่าประเทศมีน้ำมันอยู่ใต้ดินมากน้อยแค่ไหน
แหล่งข้อมูล: โครงสร้างราคาน้ำมันของไทย – EPPO
3. นโยบายรัฐบาลอาจช่วยลดหรือเพิ่มภาระผู้บริโภค
แต่ละประเทศเลือกใช้มาตรการด้านพลังงานแตกต่างกัน เช่น การจัดเก็บภาษี การอุดหนุนราคา การใช้กองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา หรือการส่งเสริมเชื้อเพลิงทางเลือก
มาตรการเหล่านี้มีผลต่อราคาที่ประชาชนเห็นหน้าปั๊ม แต่การลดราคาในระยะสั้นอาจมีต้นทุนต่อฐานะการคลังหรือกองทุน และอาจทำให้ภาระบางส่วนย้ายจากผู้ใช้รถไปยังผู้เสียภาษีหรือผู้ใช้พลังงานกลุ่มอื่น
ดังนั้น การเปรียบเทียบไทยกับญี่ปุ่นอย่างเป็นธรรมต้องตรวจสอบมาตรการที่มีผลในช่วงเวลานั้นด้วย ไม่ควรสรุปว่าราคาที่ต่ำกว่าเกิดจากนโยบายข้อใดข้อหนึ่ง หากยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างเพียงพอ
คนไทยได้รับผลกระทบอย่างไร?
ราคาน้ำมันส่งผลต่อประชาชนมากกว่าค่าเติมน้ำมันในรถส่วนตัว เพราะเชื้อเพลิงเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการขนส่งสินค้า การเดินทางไปทำงาน การทำเกษตร และการให้บริการหลายประเภท
เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการขนส่งอาจมีต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่เกษตรกรต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเครื่องจักรและการขนส่งผลผลิต ส่วนผู้บริโภคอาจได้รับผลกระทบผ่านราคาสินค้าและบริการ หากผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนเหล่านั้นมายังผู้ซื้อ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกกลุ่ม ขึ้นอยู่กับระยะทางที่ต้องเดินทาง ชนิดเชื้อเพลิง ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และความสามารถของแต่ละธุรกิจในการปรับตัว
ไทยควรทำอะไร หากต้องการให้ราคาน้ำมันเป็นธรรมและลดภาระประชาชน?
การกำหนดเป้าหมายให้ราคาน้ำมันต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แนวทางที่ควรพิจารณาควบคู่กัน ได้แก่
- เปิดเผยโครงสร้างราคาให้เข้าใจง่าย: แสดงต้นทุนอ้างอิง ภาษี เงินกองทุน และค่าการตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าราคาเปลี่ยนแปลงเพราะปัจจัยใด
- ประเมินมาตรการอุดหนุนอย่างโปร่งใส: เปิดเผยต้นทุนและผลประโยชน์ของมาตรการช่วยเหลือ รวมถึงผลต่อกองทุนและงบประมาณในระยะยาว
- เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน: สนับสนุนการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และทางเลือกที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของประชาชน
- เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน: พิจารณาแหล่งพลังงานที่หลากหลายและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งนำเข้า โดยประเมินต้นทุนและความคุ้มค่าตลอดอายุโครงการ
แนวทางเหล่านี้เป็นข้อเสนอเพื่อใช้ประกอบการพิจารณานโยบาย ไม่ใช่ข้อยืนยันว่ามาตรการทั้งหมดได้รับอนุมัติหรือดำเนินการแล้ว
สรุป: คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ไทยมีน้ำมันหรือไม่
กรณีญี่ปุ่นชี้ให้เห็นว่า การมีทรัพยากรพลังงานในประเทศไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ราคาที่ประชาชนจ่ายยังขึ้นกับต้นทุนตลอดห่วงโซ่ ภาษี กองทุน ค่าเงิน และมาตรการของรัฐบาล
ข้อมูลราคาล่าสุดที่ค้นพบแสดงส่วนต่างระหว่างน้ำมันเบนซินปกติของญี่ปุ่นกับแก๊สโซฮอล์ 95 ของไทย แต่เนื่องจากชนิดเชื้อเพลิงและวันที่อ้างอิงต่างกัน ตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปรียบเทียบ ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย
สิ่งที่ประชาชนควรติดตามต่อไป คือการเปิดเผยโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างโปร่งใส ภาระที่แท้จริงของมาตรการอุดหนุน และผลลัพธ์ของนโยบายที่รัฐใช้เพื่อให้พลังงานมีราคาที่เหมาะสม โดยไม่สร้างภาระทางการคลังเกินความจำเป็น

